วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2552

สรุปเนื้อหาบทที่ 13

13 การรักษาความปลอดภัยการรักษาความปลอดภัยจะมีความหมายอยู่หลายด้าน แต่ที่สำคัญมีอยู่ 3 ด้าน คือ การสร้างความเสียหายลักษณะของผู้ประสงค์ร้าย และข้อมูลสูญหายโดยเหตุสุดวิสัย • การสร้างความเสียหาย (Threats) จากแนวความคิดของการรักษาความปลอดภัย ระบบคอมพิวเตอร์จะมีเป้าหมายทั่วไปอยู่ 3 ประการเพื่อทำการตอบโต้กับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบ ซึ่งแสดงอยู่ในรูป 13.1 เป้าหมายแรกคือความลับของข้อมูล (Data confidentiality) จะเกี่ยวข้องกับการรักษาข้อมูลลับให้ลับ เช่น เจ้าของข้อมูลนั้นจะอนุญาตให้ผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตนั้นเข้าถึงข้อมูลได้ยิ่งละเอียดลงไปอีก เจ้าของข้อมูลสามารถจะกำหนดได้ว่าจะให้ใครสามารถดูข้อมูลอะไรในส่วนไหนได้บ้าง และระบบก็ควรจะทำตามข้อกำหนดนี้ได้ เป้าหมาย การสร้างความเสียหาย ความลับของข้อมูล ความเชื่อถือได้ของข้อมูล ระบบยังคงทำงานอยู่ได้ เปิดเผยข้อมูล เข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล ปฏิเสธการให้บริการ รูป 13.1 เป้าหมายของการรักษาความปลอดภัยและการสร้างความเสียหาย เป้าหมายที่สอง คือ ความเชื่อถือได้ของข้อมูล (Data integrity) จะหมายถึงผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูลจะไม่สามารถเข้าไปทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลในที่นี้จะรวมถึงการลงข้อมูลและการเพิ่มข้อมูลที่ผิดๆ ลงไปด้วย ระบบจะต้องการป้องกันข้อมูลไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจนกว่าเจ้าของข้อมูลจะทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลนั้นด้วยตัวเจ้าของข้อมูลเอง เป้าหมายที่สอง การที่ระบบยังคงทำงานอยู่ได้ (System availability) หมายถึงการที่ไม่มีใครสามารถที่จะทำการรบกวนการทำงานของระบบ ทำให้ระบบล่มไม่สามารถทำงานต่อไปได้ • ผู้ประสงค์ร้าย (Intruders) ในการออกระบบเพื่อให้ปลอดภัยจากผู้ที่บุกรุกเข้ามาเพื่อประสงค์ร้ายกับระบบนั้น จำเป็นที่เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าผู้ที่บุกรุกเข้ามานั้นคือผู้ที่เข้ามาต่อสู้กับการรักษาความปลอดภัยของเรา ประเภทต่างๆ ของผู้ประสงค์ ร้ายคือ • ผู้ใช้ทั่วไปที่ชอบสอดรู้สอดเห็น • คนภายในที่ขอบสอดแนม นักศึกษา โปรแกรมเมอร์ พนักงานควบคุมเครื่อง และพนักงานทางด้านเทคนิคต่างๆ • ผู้ที่พยายามสร้างรายได้ให้กับตนเอง • ผู้ที่จารกรรมข้อมูลทางทหารหรือทางธุรกิจ • ข้อมูลสูญหายโดยเหตุสุดวิสัย (Accidental Data Loss ) นอกจากภัยคุกคามที่เกิดจากผู้ประสงค์ร้ายแล้ว ข้อมูลยังสามารถสูญหายโดยอุบัติเหตุได้เหมือนกันสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้ข้อมูลสูญหายโดยเหตุสุดวิสัย คือ • ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ไฟไหม้ แผ่นดินไหว สงคราม จลาจล หรือ หนูกัดเทปหรือแผ่นดิสก์ • ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ทำงานผิดพลาด เช่น การทำงานผิดพลาดของซีพียู แผ่นดิสก์หรือเทปเสียหายเน็ตเวิร์คเสีย หรือข้อผิดพลาดอื่นๆ • ข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ เช่น การบันทึกข้อมูลผิดพลาด หยิบเทปิดหรือหยิบดิสก์ผิดแผ่น เทปหรือดิสก์สูญหาย ฯลฯ การรับรองผู้ใช้ (User Authentication) กระบวนการสำคัญของระบบปฏิบัติการในการรักษาความปลอดภัยให้ระบบ โดยจะมีหน้าที่ในการพิสูจน์ว่าผู้ที่กำลังใช้ระบบขณะนี้คือใครกระบวนการนี้เรียกว่า “ การรับรองผู้ใช้ ” (user authentication) เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ในยุคแรกๆ เช่น POP- และ POP-8 จะไม่มีขั้นตอนการล็อกอินเข้าระบบ (login) แต่เนื่องจากความนิยมในการใช้งานระบบ UNIX ของเครื่อง POP-11 มีอย่างแพร่หลายจึงทำให้จำเป็นต้องมีขั้นตอนการล็อกอินเข้าระบบ เครื่องพีซี ในยุคแรก เช่น Apple ll และ IBM PC ก็ไม่มีขั้นตอนของการล็อกอินเข้าระบบ แต่เนื่องจากระบบปฏิบัติการของเครื่องพีซีนับวันจะมีความทันสมัยและมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ระบบWindows 2000 จึงจำเป็นต้องมีขั้นตอนของการล็อกอินเข้าระบบ ใครก็ตามที่ต้องการจะสร้างความเสียหายให้กับระบบใดระบบหนึ่ง ในขั้นแรกเลยจะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการล็อกอินเข้าระบบนั้น ซึ่งจะหมายถึงว่าบุคคลนั้นสามารถที่จะผ่านเข้าสู่ขั้นตอนของการรับรองผู้ใช้แล้ว ซึ่งบุคคลพวกนี้มีชื่อเรียกว่า “ แฮกเกอร์ ” (hacker) จุดอ่อนของการใช้รหัสผ่าน (Password Vulnerabilities) รหัสผ่านอาจจะสร้างขึ้นมาได้โดยระบบคอมพิวเตอร์หรือผู้ใช้เป็นผู้กำหนดขึ้นมาด้วยตัวเอง รหัสผ่านที่คอมพิวเตอร์กำหนดให้อาจจะยากต่อการจำทำให้ผู้ใช้ต้องจดรหัสผ่านเอาไว้เพื่อกันลืม รหัสผ่านที่ผู้ใช้กำหนดขึ้นเองส่วนใหญ่แล้วจะง่ายต่อการเดา เพราะอาจจะเป็นชื่อของผู้ใช้เองหรือเป็นสิ่งที่ผู้ใช้โปรดปราน บางระบบจะมีผู้ดูแลระบบจะทำการตรวจสอบรหัสผ่านของผู้ใช้และแจ้งไปยังผู้ใช้ถ้าพบว่ารหัสผ่านสั้นเกิดไปหรือเป็นรหัสผ่านที่เดาได้ง่าย บางระบบจะมีการกำหนดอายุของรหัสผ่าน โดยจะให้ผู้ใช้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่านตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด เช่น จะต้องเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน แต่วิธีนี้ก็ยังไม่ใช่หนทางที่ดีเพราะว่าจะทำให้ผู้ใช้จำสับสนกันระหว่างรหัสผ่าน หนทางที่จะใช้แก้ปัญหานี้ก็คือจะต้องทำการสร้างระบบที่ใช้ทำการบันทึกรายการของรหัสผ่านที่ผู้ใช้แต่ละคนเคยใช้มาทั้งหมด นั่นคือรหัสผ่านที่เคยใช้มาแล้วจะไม่สามารถนำมาเป็นรหัสผ่านได้อีก • รหัสผ่านแบบใช้ได้ครั้งเดียว (One-Time Passwords) Leslie Lamport ได้คิดค้นรูปแบบของการสร้างรหัสผ่านโดยการใช้ฟังก์ชัน โดยผู้ใช้สามารถจะขอเข้าไปใช้เครื่องในเน็ตเวิร์คได้อย่างปลอดภัยโดยใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (Lamport, 1981) วิธีการของ Lamport ช่วยให้ผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่บ้านสามารถขอเข้าไปใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ในอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัยแม้ว่าจะมีผู้ที่คอยแอบดูหรือคัดลอกข้อมูลในระหว่างการเดินทางของข้อมูลในเน็ตเวิร์ค อัลกอริทึมของ Lamport จะอยู่ในรูปของฟังก์ชัน y = f(X) ซึ่งฟังก์ชันนี้ถ้าทราบค่า x จะทำให้สามารถหาค่าของ y ได้ แต่ถ้าทราบค่าของ yจะไม่สามารถคำนวณเพื่อหาค่าของ x ได้ ในส่วนของข้อมูลเข้าและข้อมูลออกควรที่จะมีความยาวเท่ากัน เช่น 128 บิต • โปรแกรมอันตราย (Program Threats) ในสภาพแวดล้อมที่ผู้เขียนโปรแกรมและผู้ใช้งานโปรแกรมไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน ทำให้มีโอกาสของการใช้งานโปรแกรมผิดวัตถุประสงค์และทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นได้กับระบบ ซึ่งโดยทั่วไปเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนั่นก็คือ ม้าโทรจัน (Trojan horses) และประตูกับดัก (trap doors) 13.3.1 ม้าโทรจัน (Trojan Horses) ม้าโทรจัน (Trojan horse) หมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกบรรจุเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อลอบเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เช่น ข้อมูลชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน เลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่แฮกเกอร์จะส่งโปรแกรมเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อดักจับข้อมูลดังกล่าว แล้วนำไปใช้ในการเจาะระบบ และเพื่อโจมตีคอมพิวเตอร์, เซิร์ฟเวอร์, หรือระบบเครือข่ายอีกที ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อการโจมตีเพื่อ "ปฏิเสธการให้บริการ" (Denial of Services)โปรแกรมม้าโทรจัน ถือเป็นโปรแกรมที่สอดคล้องกับการทำงานของคอมพิวเตอร์ ไม่มีคำสั่งหรือการปฏิบัติการที่เป็นอันตรายต่อตัวคอมพิวเตอร์ จึงไม่ถือว่าเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์13.3.2 ประตูกับดัก (Trap Door) อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นช่องโหว่ของการรักษาความปลอดภัยให้ระบบคือ ประตูกับดัก การสร้างประตูกับดักจะเกิดจากการเขียนคำสั่งโดยโปรแกรมระบบอันตราย (System Threats) 13.4.1 หนอนคอมพิวเตอร์ (worm) หนอนคอมพิวเตอร์เป็นขบวนการของกลไกในการบังคับประสิทธิภาพการทำงานของระบบ หนอนคอมพิวเตอร์จะทำการสำเนาตัวเอง โดยใช้รีซอร์สระบบหรือบางทีจะทำการป้องกันไม่ให้โปรเซสอื่นๆ ใช้รีซอร์สของระบบ ในระบบเน็ตเวิร์คหนอนคอมพิวเตอร์จะมีความสามารถมาก คือสามารถที่จะทำสำเนาตัวเองและแพร่กระจายไปในแต่ละเครื่องในเน็ตเวิร์คและทำให้ระบบในเน็ตเวิร์คหยุดทำงาน ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์ในปี 1988 ที่เกิดขึ้นกับระบบ UNIX ใ นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหยุดทำงานทั้งหมด ทำให้เกิดความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ หนอนคอมพิวเตอร์มีจุดเริ่มมาจากเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1988 โดยโรเบิร์ต แทปแปน มอร์ริส นักศึกษาระดับปริญญาโทปีที่ 1 องมาหาวิทยาลัยคอร์แนบล ได้ปลอ่ยโปรแกรมที่มีหนอนคอมพิวเตอร์ไปในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในอินเทอร์เน็ต โดยเป้าหมายของการปล่อยหนอนคอมพิวเตอร์ คือ เครื่อง SUN Microsystem 3 เครื่องและเครื่อง VAX ซึ่งใช้โปรแกรมระบบ UNIX เ วอร์ชั่น 4 BSD หนอนคอมพิวเตอร์ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ได้ปล่อยออกไป โดยหนอนคอมพิวเตอร์จะทำการเรียกใ ช้รีซอร์สระบบจนทำให้ระบบไม่สามารถทำงานต่อไปได้และหยุดทำงานไปในที่สุด หนอนคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วยโปรแกรม 2 ส่วนคือ โปรแกรมส่วนเกาะติด (grapping hook or bootstrap) แ ละโปรแกรมหลัก โปรแกรมส่วนเกาะติดจะประกอบด้วยคำสั่งที่เขียนด้วยภาษาซี จำนวน 99 บรรทัดเรียกว่า l1.c โปรแกรมส่วนนี้จะถูกแปลและทำงานบนเครื่องที่มันติดไป ในขณะที่โปรแกรมส่วนเกาะติดนี้กำลังทำงานมันจะทำการติดต่อกลับไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต้นทางที่มันถูกสร้างมาซึ่งมีโปรแกรมหลักอยู่ มันจะทำการเรียกโปรแกรมหลักและให้โปรแกรมหลักทำการประมวลผลบนเครื่องที่โปรแกรมเกาะติดกำลังทำงานอยู่ ดับรูป 13.6 หลังจากนั้นโปรแกรมหลักก็จะทำการมองหาเครื่องเซิร์ฟเวอร์อื่นๆ ที่อยู่ในเน็ตเวิร์คเพื่อที่จะทำการแพร่กระจายโปรแกรมเกาะติดไปยังเครื่องเหล่านั้น ในการทำงานของหนอนคอมพิวเตอร์ที่เป็นลักษณะของการโจนตีระยะไกลนั้น มอร์ริสได้เรียกใช้คำสั่ง rsh ในระบบ UNIX ซึ่งเป็นคำสั่ง13.4.2 ไวรัส (virus) อีกรูปแบบหนึ่งของการโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์คือ ไวรัส โดยไวรัสจะเป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อให้กระจายอยู่ในโปรแกรมอื่น มันสามารถทำงานได้เหมือนกับโปรแกรมทั่วไป ตัวอย่างเช่น พิมพ์ข้อความ แสดงรูปภาพบนจอภาพ เล่นเพลง หรือทำทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยที่ไม่เป็นอันตราย แต่มันสามารถที่จะลบไฟล์ แก้ไข ทำลายขโมยไฟล์ (โดยการส่งไปทางอีเมล์) หรือ ทำให้ระบบเกิดความเสียหายได้ ในขณะที่หนอนคอมพิวเตอร์จะเป็นโปรแกรมที่สมบูรณ์และเป็นโปรแกรมทำงานเองโดยลำพังด้วยตัวของมันเอง ส่วนไวรัสจะเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมที่ฝังตัวอยู่ในโปรแกรมอื่น ไวรัสเป็นปัญหาใหญ่มากของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะผู้ใช้เครื่องพีซี ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์แบบผู้ใช้หลายคนจะไม่มีปัญหาในเรื่องไวรัสเนื่องจากมีการป้องกันจากโปรแกรมระบบในเรื่องของการบันทึกข้อมูลส่งไฟล์ ถึงแม้ว่าจะติดไวรัสแต่ ความสามารถของไวรัสก็จะถูกจำกัดเนื่องจากระบบมากป้องกันเป็นอย่างดี ซึ่งเครื่องพีซีไม่มีระบบป้องกันแบบนั้นเลยทำให้ไวรัสสามารถแพร่กระจายได้อย่างอิสระ อีกอย่างหนึ่งที่ไวรัสสามารถทำได้คือ ในขณะที่ไวรัสกำลังทำงานอยู่ มันจะใช้รีซอร์จองเครื่องทั้งหมดโดยไม่ใช้ผู้อื่นใช้ เช่น ซีพียู เขียนข้อมูลขยะลงบนแผ่นดิสก์ 13.4.2.1 ประเภทของไวรัส (Types of viruses) ประเภทของไวรัสพอจะแบ่งเป็นประเภทย่อยๆ ได้ดังนี้ • Parasitic virus เป็นไวรัสเก่าแก่ที่สุดเป็นรูปแบบพื้นฐานของไวรัสทั่วไป ไวรัสชนิดนี้จะติดเฉพาะโปรแกรมไฟล์ (executable program) และจะทำการสำเนาตัวเองเมื่อโปรแกรมที่ติดไวรัสนี้ถูกประมวลผล ต่อจากนั้นก็จะมองหาโปรแกรมไฟล์อื่น เพื่อจะติดไป • Memory-resident virus ไวรัสชนิดนี้จะอยู่ในหน่วยความจำหลักโดยเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมระบบถาวร (resident program system) ไ วรัสชนิดนี้จะเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ไวรัสแพร่กระจายไปติดที่โปรแกรมอื่นเมื่อระบบได้มีการเรียกใช้ระบบจากแผ่นดิสก์ที่ติดไวรัส • Boot sector virus ไวรัสชนิ ดนี้ จะทำ ลายที่เซ็กเตอร์แรกของระบบปฏิบัติการและจะแพร่กระจายโปรแกรมตรวจหาไวรัส • Steailth virus จะเป็นไวรัสที่ มีรูปแบบแน่นอนที่ถูกออกแบบมาเพื่อซ่อนตัวเองจากการป้องกันจากโปรแกรมตรวจหาไวรัส • Polymorphic virus ไวรัสชนิดนี้จะทากรเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกครั้งที่มีการแพร่กระจาย 13.4.2.2 การป้องกันไวรัส (Antivirus Approaches) เพื่อเป็นการป้องกันไวรัสที่อาจจะติดระบบได้ คุณอาจจะป้องกันได้ดังนี้ • ใช้ระบบปฏิบัติการที่มีการรักษาความปลอดภัยสูง มีการแบ่งขอบเขตของการใช้งานและมีการให้ผู้ใช้ต้องใส่รหัสผ่านซึ่งเป็นรหัสผ่านส่วนตัว • ติดตั้งซอฟต์แวร์เฉพาะที่ซื้อมาจากตัวแทนจำหน่วยซอฟต์แวร์ที่ไว้ใจได้ และไม่หลีกเลี่ยงการสำเนาโปรแกรมที่แจกฟรีตามแหล่งต่างๆ • ซื้อโปรแกรมป้องกันไวรัสที่มีคุณภาพและมีการปรับปรุงซอฟต์แวร์ผ่านทางเว็บไซต์ของผู้ผลิตเสมอ • ไม่เปิดดูสิ่งที่แนบมากับอีเมล์เพราะไวรัสจะทำงานทันที่ที่มีการเปิดสิ่งที่แนบมาด้วย อีเมล์ที่ส่งมาในรูปในรูปของข้อความธรรมดาที่เป็นรหัสแอสกี้จะมีความปลอดภัยจากไวรัส • มีการทำสำรองข้อมูลที่สำคัญไว้ในหน่วยความจำสำรองเสมอๆ เช่น แผ่นดิสก์ แผ่นซีดี หรือ เทปโดยมีการทำสำรองข้อมูลไว้เป็นระยะ • การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) การเข้ารหัสข้อมูลเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้สำหรับป้องกันข้อมูลระหว่างการส่งผ่านไปในเน็ตเวิร์ค กลไกพื้นฐานในการทำงาน คือ • ข้อมูลจะถูกเจ้ารหัส (Encode) จากรูปแบบเดิมที่อ่านออก (Plaintext) ให้ไปยู่ในรูปแบบที่อ่านไม่ออก (Ciphertext) • ข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสแล้ว (Ciphertext) จ ะถูกส่งไปตามช่องทางในเน็ตเวิร์ค • เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสอ่านออก ผู้รับจะทำการถอดรหัส (Decode) ข้อความให้กลับไปอยู่ในรูปแบบเดิมที่อ่านออกได้ • การเข้ารหัสข้อมูลโดยใช้คีย์ลับ ( Secret – Key Encryption) จากอัลกอริมทึกสำหรับการเข้ารหัสข้อมูลซึ่งอักษรแต่ละตัวจะถูกแทนด้วยตัวอักษรที่ต่างกันไป ตัวอย่างเช่น A จะถูกแทนด้วย Q, B ทั้งหมดจะถูกแทน W, C ทั้งหมดจะถูกแทนด้วย E ซึ่งจะมีลักษณะดังนี้ ข้อความปกติ : A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z ข้อความแปลง : Q W E R T Y U I O P A S D F G H J K L Z X C V B N M ระบบการแทนแบบนี้เรียกว่า monoalphabetic substitution ซึ่งใช้คีย์ที่เป็นตัวอักษร 26 ตัวอักษรจาตัวอย่างนี้คีย์ของการเช้ารหัสคือQWERTYUIOPASDFGHJKLZXCVBNM จากคีย์นี้ข้อความปกติ ATTACK จะถูกแปลงให้เป็น QZZQEA ส ่วนคีย์ที่ใช้สำหรับถอดรหัสข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วให้กลับอยู่ในรูปแบบของข้อมูลปกติจาตัวอย่างนี้ก็จะเป็น KXVMCNOPHQRSZYIJADLEGWBUFT เ พราะว่าตัวอักษรA ในข้อความที่เข้ารหัสจะเป็น K ในข้อความปกติ ส่วน B ในข้อความที่เข้ารหัสจะเป็น X ในข้อความปกติ • การเข้ารหัสข้อมูลโดยใช้คีย์สาธารณะ ( Public – Key Encryption) ระบบที่ใช้คีย์ลับเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพเพราะในการทำงานจำเป็นต้องมีการจัดการทั้งข้อความปกติและข้อความที่เข้ารหัส แต่วิธีนี้จะมีข้อเสียคือผู้ส่งและผู้รับข้อความจะต้องใช้คีย์ร่วมกัน ซึ่งอาจจะทำให้ความลับของคีย์รั่วไหลไปสู่คนอื่นๆได้ เพื่อแก้ปัญหานี้จึงมีอีกวิธีหนึ่งคือ การเข้ารหัสข้อมูลโดยใช้คีย์สาธารณะ ระบบนี้จะใช้คีย์ที่ต่างกันสำหรับการเข้ารหัสข้อมูลและการถอดรหัสข้อมูล การทำงานของการเข้ารหัสแบบคีย์สาธารณะคือทุกคนจะต้องใช้คีย์คู่ซึ่งเรียกว่า คีย์สาธารณะ (public key) และคีย์ส่วนตัว (private key) ค คีย์สาธารณะจะเป็นคีย์ที่ใช้สำหรับการเข้ารหัส ส่วนคีย์ส่วนตัวจะใช้เป็นคีย์สำหรับการถอดรหัส โดยปกติแล้วคีย์จะถูกสร้างขึ้นมาโดยอัตโนมัติ หรือให้ผู้ใช้เลือกรหัสผ่านขึ้นมาแล้วเรียกใช้อัลกอริทึกเนื่องจากผู้รับข้อมูลจะมีคีย์ส่วนตัวซึ่งจะทำให้ผู้รับสามารถที่จะถอดรหัสข้อมูลได้โดยใช้คีย์ส่วนตัวที่มีอยู่ • การรักษาความปลอดภัยของระบบ Windows NT Windows NT เป็นระบบปฏิบัติการ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยในหลายๆ รูปแบบ ระดับการรักษาความปลอดภัยของระบบที่กำหนดมาให้นั้นสามารถที่จะปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของผู้ดูแลรักษาระบบ โปรแกรมยูทิลิตี้ที่ชื่อว่าC2config.exe จ ะเป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ผู้ดูแลระบบกำหนดระดับของการรักษาความปลอดภัย NT จะใช้ความคิดของการอยู่ภายใต้ subject เพื่อให้แน่ใจว่าโปรแกรมที่ผู้ใช้ทำการประมวลผลจะไม่ไปใช้งานระบบมากเกินกว่าที่ผู้ใช้คนนั้นได้รับสิทธิการอยู่ภายใต้ subject จะถูกใช้เพื่อทำการติดตามและในเรื่องของการจัดการได้รับอนุญาตสำหรับโปรแกรมแต่ละโปรแกรมที่ผู้ใช้ทำการประมวลผลโดยประกอบกับสิทธิต่างๆ ผู้ใช้ที่มีในการใช้งานระบบ ในลักษณะที่ NT ทำงานเป็นเครื่องเซิร์ฟเวอร์ในระบบเน็ตเวิร์ค จะมีการกำหนดการอยู่ภายใต้ไว้ 2 ระดับเพื่อเป็นการควบคุมการทำงาน ระดับแรกคือ sample subject จ ะเป็นระดับของโปรแกรมประยุกต์ธรรมดาที่ผู้ใช้ทำการประมวลผลหลังจากที่ผู้ใช้คนนั้นทำการล็อกอินเข้ระบบแล้ ระดับของ simple subject จะถูกกำหนดใน security access token ข องผู้ใช้แต่ละคน อีกระดับของการอยู่ภายใต้ คือ sever subject ซ ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันเครื่องเซิร์ฟเวอร์โดยจะเป็นการรักษาความปลอดภัยให้เก็บเครื่องกอล์ฟเวอร์ในกรณีที่มีการเรียกใช้งานจากเครื่องไคลเอ็นต์ คุณสมบัติของการรักษาความปลอดภัยการเรียกใช้ออปเจ็กต์ของ NT จะกำหนดอยู่ใน security descriptor ซ ซึ่งใน securiry descriptorจ ะเก็บชื่อผู้ใช้ระบบที่สามารถเปลี่ยนสิทธิต่างๆ ด้วยตนเอง กลุ่มของผู้ใช้ที่สังกัด สิทธิต่างๆ ที่ผู้ใช้คนนั้นสามารถกระทำได้หรือไม่ได้

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

registry


โชว์ Background แบบเต็มๆด้วยการซ่อน Desktopเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Ssoftware\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoDesktop ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องซ่อนหน้า Background Setting เรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoDispBackgroundPage ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องซ่อนหน้า Appearance Settingเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoDispAppearancePage ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องซ่อนหน้า Display Settingเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoDispSettingsPage ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องซ่อนหน้า Screensaver Settingเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoDispScrSavPage ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องซ่อน Device Managerเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoDevMgrPage ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องซ่อน Drive ไม่ให้คนอื่นเห็นเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoDrives ให้ Double Click ขึ้นมา เลือกใส่ค่าแบบ Decimal แล้วใส่ค่า Value Data เป็นค่าตัวเลขตาม Drive ที่ต้องการให้ซ่อนดังนี้ ซ่อนไอคอน Network Neighbourhoodเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoNetHood ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องกันไว้ไม่ให้ใครมาเพิ่ม Printerเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Ssoftware\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoAddPrinter ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องกันไว้ไม่ให้ใครมาลบ Printerเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Ssoftware\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoDeletePrinter ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องซ่อน My Pictures ตรง Start Menuเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Ssoftware\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า NoSMMyPictures ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องลบลูกศรที่ Shortcutเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CLASSES_ROOT\lnkfile] คลิก Name ที่ชื่อว่า IsShortcut แล้วกดปุ่ม Delete เพื่อลบออกไป หรือ Double Click แล้วใส่ค่าเป็น Noแสดงไฟล์ Operating System ที่ซ่อนอยู่เรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Ssoftware\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced] คลิกขวา เลือก New >> DWORD Value แล้วตั้งชื่อว่า ShowSuperHidden ให้ Double Click ขึ้นมา แล้วใส่ค่า Value Data เป็น 1 หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออก หรือเปลี่ยนค่าเป็น 0 และ Restart เครื่องสรุป Command Lineคลิกขวาในพื้นที่ว่างๆบน Desktop ของคุณ หรือพื้นที่บริเวณว่างๆตรง Background ของคุณนั่นเอง และเลือกที่ New >> Shortcut ในช่อง Command line: ให้คุณเลือกข้อความจากด้านล่างนี้ไปใส่ตาม Shortcut ที่คุณต้องการจะสร้างC:\WINDOWS\RUNDLL32.EXE C:\WINDOWS\SYSTEM\USER.EXE,ExitWindows (สำหรับการสั่ง Shutdown)C:\WINDOWS\RUNDLL32.EXE C:\WINDOWS\SYSTEM\SHELL32.DLL,SHExitWindowsEx 2 (สำหรับการสั่ง Restart)C:\WINDOWS\RUNDLL32.EXE C:\WINDOWS\SYSTEM\SHELL32.DLL,SHExitWindowsEx 0 (สำหรับการสั่ง Logoff)สำหรับ Win Xpคลิกขาวบน Desktop เลือก New >> Shortcut จากนั้นพิมพ์ shutdown.exe -s -t 00 (สำหรับการสั่ง Shutdown)shutdown.exe -r -t 00 (สำหรับการสั่ง Restart)shutdown.exe -l -t 00 (สำหรับการสั่ง Logoff)Shortcut เดียว เปิดหลายโปรแกรมให้เปิด Notepad ขึ้นมาค้างเอาไว้ก่อน ต่อจากนั้นไป Copy ส่วนของ Target ของ Shortcut แต่ละตัวเข้ามาไว้ใน Notepad นี้ โดยวิธีการเข้าไป Copy Target ก็คือ ให้คลิกขวาที่ Shortcut ของโปรแกรมที่ต้องการจะให้มีการเปิด แล้วเลือก Properties และที่หัวข้อ Shortcut ก็จะพบกับส่วนของ Target: ให้ทำการ Copy ข้อความในส่วนนี้มาทั้งหมดเมื่อ Copy ได้เรียบร้อยแล้ว ให้กด Cancel ไป จากนั้นกลับมาที่ Notepad แล้วทำการวางข้อความ Target ที่ได้ Copy มาเอาไว้ใน Notepadข้อควรระวังในจุดนี้ก็คือ1. เวลานำมาวางใน Notepad ต้องเว้นบรรทัดในแต่ละ Target ด้วย มิเช่นนั้นจะถือว่าผิด2. ห้ามลบเครื่องหมายฟังหนู (") ออก ให้คุณใส่เอาไว้เช่นนั้น มิเช่นนั้นจะถือว่าผิดจากนั้นเมื่อเรียบร้อยแล้ว ให้ Save ข้อมูลต่างๆใน Notepad ตัวนี้เป็น Batch File ซึ่งวิธีการ Save เป็น Batch File ก็คือ ให้ Save ไฟล์นี้ให้มีนามสกุลเป็น .bat นั่นเอง โดยจะใช้ชื่อว่าอะไรก็ได้ สำหรับในตัวอย่างนี้ จะ Save เป็นไฟล์ชื่อว่า Test.bat โดยที่ระหว่าง Save ให้กำหนด Save as type: เป็น All Files (*.*) ด้วย มิเช่นนั้นชื่อไฟล์อาจจะมี .txt ต่อท้ายด้วย ก็จะทำให้ผิด และไฟล์ๆนี้สามารถ Save ไว้ที่ Directory ไหนภายในเครื่องก็ได้วิธีการทำให้สามารถคลิก Mouse ขวาได้ใน Web Site ที่มีการป้องกันซึ่งจะเป็นการปิด Active Scripting ไม่ให้ทำงานนั่นเอง แต่การปิด Active Scripting ควรปิดชั่วคราว ไม่ควรปิดไว้ตลอด เพราะว่าพวก Script ต่างๆในแต่ละ Web Site นั้น บาง Script ก็มีประโยชน์ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ แต่บาง Script ก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่ความน่ารำคาญ เพราะว่าถ้าปิดไม่ให้พวก Script ที่มีประโยชน์ทำงานนั้น มันก็จะกลายเป็นเรื่องไม่ดีไป บางทีอาจจะใช้งานสิ่งต่างๆใน Web Site ของเขาไม่ได้ไปเลยก็มี วิธีการปิด Active Scripting ทำได้โดยคลิกไปที่เมนู Tools >> Internet Options จากนั้นจะพบกับหน้าต่าง Internet Properties ซึ่งที่หน้าต่างนี้ ให้คลิกเลือกไปที่หัวข้อ Security และคลิกที่ Internet หนึ่งครั้ง และกดปุ่ม Custom Level. คราวนี้จะพบกับหน้าต่าง Security Settings เลื่อนลงมาที่ส่วนของ Scripting >> Active scripting และเลือกให้เป็น Disable แล้วกด OK และตอบ Yes ไปจนเสร็จ จำเป็นที่จะต้องกด Refresh หน้าเว็บนั้นๆด้วย และลองคลิก Mouse ขวาดู ก็จะเห็นว่าคราวนี้สามารถคลิกได้แล้ววิธี Download เพลง, หนังที่ปกติจะให้เปิดเล่นแบบ Onlineวิธีการโหลดเพลงที่ปกติจะให้เล่นแบบ Online ผ่าน Real Player มาเก็บไว้ที่เครื่องเลยนั้น สามารถทำได้โดย เริ่มต้นให้คลิกขวาตรง Link ใน Web ที่เอาไฟล์สำหรับเปิดเพลงนั้นๆ เลือกไปที่ Save Target As... และรอสักครู่ ต่อจากนั้นก็จะมีหน้าต่าง Save As ปรากฏขึ้นมา ให้ทำการ Save (ในขั้นตอนนี้จะได้ไฟล์ที่ 1 ชื่อ music8569.ram) และเมื่อเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ Notepad เปิดเจ้าไฟล์ๆนี้ขึ้นมาทันที ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในไฟล์จะต้องเป็น URL ซึ่งอาจจะมีหลายๆ URL ก็เป็นไปได้ (หากภายในไฟล์ไม่มี URL แสดงว่า Link ที่ทำการคลิกขวาในข้อ 1 นั้นยังไม่ได้เป็น Link สุดท้าย) จะเห็นว่าไฟล์ที่ได้ทำการ Save Target As... มาเก็บไว้ที่เครื่องในตอนแรกนั้น มันจะบรรจุ URL จริงๆของไฟล์เพลง และคราวนี้เมื่อทราบ URL จริงๆของไฟล์เพลงนั้นแล้ว ก็สามารถทำการ Download ได้ (จะใช้โปรแกรมช่วยดาวน์โหลดก็ได้)วิธีการเพิ่มความเร็วให้กับ Start Menuเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop] ต่อจากนั้นคลิกขวาที่ Folder ชื่อ Desktop นี้แล้วเลือก New >> String Value และให้เปลี่ยนชื่อเป็น MenuShowDelay เรียบร้อยแล้ว คลิกขวาแล้วเลือก Modify ที่ช่อง Value Data ให้คุณใส่เลข 1 ลงไป จากนั้นกด OK เรียบร้อยแล้ว Restart เครื่องใหม่วิธีการสร้าง Control Panel ขึ้นมาเป็นของตัวเองเปิดหน้าต่าง Control Panel ปกติขึ้นมาค้างไว้ก่อน สร้าง Folder ขึ้นมาใหม่ โดยให้ไปที่ File >> New >> Folder และให้คลิกที่ Folder ที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้ให้เปิดออกมา พร้อมกับเอาเจ้าหน้าต่าง Control Panel จริงๆที่เปิดเอาไว้มาวางใกล้ๆ จากนั้นให้ลากเครื่องมือที่ต้องการจากใน Control Panel จริงๆนั้นมาใส่และตอบ Yes ได้เลย ซึ่งตรงนี้อยากได้เครื่องมืออะไรก็สามารถลากเข้ามาได้เลย ซึ่งเครื่องมือต่างๆที่ได้ลากเข้ามานี้ จะมีข้อความนำหน้าชื่อว่า Shortcut to ซึ่งสามารถเปลี่ยนมันเป็นชื่ออะไรก็ได้วิธีการทำ Start Menu ให้มี List ในแนวนอนเรียก Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Ssoftware\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced] คลิกขวา เลือก New >> String Value แล้วตั้งชื่อว่า StartMenuScrollPrograms ให้ Double Click ขึ้นมาแล้วใส่ค่า Value Data เป็น False หากต้องการยกเลิก ก็เข้าไปลบ KEY ที่ได้สร้างเอาไว้ออกท่านใดที่กลับมาใช้ Office97 แล้วมีปัญหากับ Accessสำหรับท่านใดที่เคยลง Office 2000 และรู้สึกคุ้นเคยหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ต้องการกลับมาติดตั้ง Office 97 แทน ซึ่งการกระทำเช่นนี้ จะทำให้มีปัญหากับโปรแกรม Access 97 แน่นอน (แต่โปรแกรมอื่นๆสามารถใช้ได้ปกติ) คือจะมีข้อความว่า "Microsoft Access ไม่สามารถเริ่มต้นการทำงาน เนื่องจากไม่มีใบอนุญาต (License) สำหรับมันในเครื่องนี้"วิธีแก้ไขให้ทำดังนี้ คือว่าให้ค้นหาไฟล์ที่ชื่อ hatten.ttf จากเครื่อง ซึ่งปกติไฟล์นี้จะอยู่ที่ C:\WINDOWS\FONTS นั่นเอง จากนั้นลบไฟล์นี้ทิ้ง ต่อจากนั้นให้ทำการติดตั้งโปรแกรม Microsoft Office 97 ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง และเพื่อความแน่นอน ก็น่าจะ Restart เครื่องด้วย คราวนี้ก็จะสามารถกลับมาใช้ Access 97 ได้อย่างไม่มีปัญหาแล้ววิธีการลงทะเบียนชื่อ ใน IRC อย่างถาวรขั้นแรกให้ใช้ Pirch Login และทำการ Connect เข้ามาให้เรียบร้อยก่อน วิธีในการลงทะเบียนคือ ให้พิมพ์คำว่า /msg nickserv register E-Mail แต่ตอนลงทะเบียน คุณต้องใช้ชื่อที่เราต้องการลงทะเบียนก่อน ถ้าเกิดว่ายังเป็น Guest????? อยู่ ก็ให้ทำการเปลี่ยนชื่อก่อน โดยพิมพ์ว่า /nick และตามด้วยชื่อที่ต้องการ จากในตัวอย่างนี้ ต้องการที่จะลงทะเบียนชื่อ TestRegister เอาไว้ โดยใช้ Password ว่า Test และ E-Mail คือ test@yahoo.com ก็ต้องเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น TestRegister ให้ได้ก่อน แล้วพิมพ์คำว่า /msg nickserv register test@yahoo.com และกด Enter ได้เลย และเมื่อทุกอย่างไม่มีอะไรผิดพลาด จะมีข้อความขึ้นมาว่า [NickServ] : The nickname TestRegister has now been registered to you. นั่นก็หมายความว่า ทำการจองชื่อ TestRegister เอาไว้ได้เรียบร้อยแล้ววิธีการต่อไปก็คือให้คุณทำการ Set Kill On โดยให้พิมพ์ว่า /msg nickserv set kill on จากนั้นกดปุ่ม Enter จะมีข้อความขึ้นมาว่า [NickServ] : Nickname Protection has been enabled for the nickname TestRegister ซึ่งก็หมายถึงว่า ชื่อของคุณนั้นถูกทำการ Protection เอาไว้เรียบร้อยแล้ววิธีในการยืนยันว่าชื่อเป็นของเรา เมื่อคุณเข้า IRC มาใหม่ หลังจากที่คุณทำการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และทำการ Set Kill On แล้วด้วย หากคุณหรือใครๆใช้ชื่อหรือ Nickname ว่า TestRegister เข้า IRC มาในครั้งต่อไป จะมีข้อความขึ้นมาว่า [NickServ] : This nickname is owned by someone else. Please choose another. [NickServ] : If this is your nickname, please use /NickServ IDENTIFY [NickServ] : You have 60 seconds to comply before your nickname is changed.ก็คือว่า ต้องทำการยืนยันชื่อภายใน 60 seconds โดยพิมพ์ว่า /msg nickserv identify อย่างในตัวอย่างนี้ ก็ต้องพิมพ์คำว่า /msg nickserv identify ก็เพราะว่า Password คือ test นั่นเอง และเมื่อกด Enter ก็จะมีข้อความ [NickServ] : Password accepted for the nick TestRegisterข้อแตกต่างของการตั้ง Set Kill On กับไม่ได้ Setถ้าไม่ได้ Set Kill On ไว้ เมื่อมีคนมาใช้ชื่อเรา เค้าก็จะใช้ชื่อเราได้จนกว่าเราจะมาทำการ Kill ชื่อ โดยการใส่คำสั่ง /ns ghost แต่ถ้าเรา Set Kill On ไว้ คนอื่นที่ใช้ชื่อของเรานั้น จะถูกเปลี่ยนชื่อภายใน 60 วินาทีสำหรับเทคนิคนี้ จะใช้กับ Server irc.webmaster.com ถ้าเป็น Microsoft irc.au.ac.th (server abac) ก็เปลี่ยนคำสั่งนิดหน่อย พิมพ์ว่า /msg nickserv register ไม่ต้องใส่ E-Mail แต่การยืนยันชื่อเหมือนกันกับ irc.webmaster.com เช่นเดิมการแก้ปัญหาลืม Password ใน WinRouteวิธีการแก้ไขก็คือ ให้คลิกขวาที่ Icon ของ WinRoute ตรงมุมขวาล่างของหน้าจอ และเลือกไปที่ Stop WinRoute Engine จากนั้นจะเห็นว่า Icon ของ WinRoute จะเปลี่ยนไปเป็นสถานะที่มีเครื่องหมายลบสีแดงทับอยู่ ต่อจากนั้นให้เปิด Regedit และไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Kerio\WinRoute\User\0] ซึ่งเมื่อพบแล้ว ให้ลบคีย์ 0 นี้ทิ้ง จากนั้นให้คลิกที่คีย์ User และไปที่เมนู Registry >> Export Registry File เพื่อทำการ Export เก็บเป็น Registry File เอาไว้ต่อไปให้คุณย้อนขึ้นไปคลิกที่คีย์ชื่อ WinRoute และฝั่งขวาให้มองหา AdminUserAdded เมื่อพบแล้ว ให้ดับเบิลคลิกมันขึ้นมา แล้วแก้ Value Data เป็น 0 และกด OK คราวนี้ให้คุณทำการ Start The WinRoute Engine แล้วทำการดับเบิลคลิกที่ Icon ของ WinRoute ตรงมุมขวาล่างของหน้าจอขึ้นมา เพื่อทำการ Login โดยที่ช่อง Username นั้นก็ใส่คำว่า Admin เอาไว้เหมือนเดิม ส่วนช่อง Password ปล่อยเป็นว่างๆเอาไว้ ไม่ต้องใส่อะไร และกดปุ่ม OK ได้เลย ซึ่งหลังจากกด OK ก็จะเห็นได้ว่า สามารถทำการ Login เข้าไปใช้งาน WinRoute ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องใส่ Password แต่อย่างใดแต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ คราวนี้จำเป็นที่จะต้องทำการ Stop The WinRoute Engine อีกครั้ง จากนั้นไฟล์ที่เรา Export เอาไว้ ให้ดับเบิลคลิกมันและตอบ Yes และ OK ได้ทันที เรียบร้อยแล้ว คราวนี้ก็ให้ทำการ Start The WinRoute Engine อีกครั้ง ใช้งานได้ตามปกติ และก็จะสามารถเข้าไปใช้งาน WinRoute ในส่วนของ Admin ได้แล้ว แต่ยังไงก็อย่าลืมเข้าไปเปลี่ยนหรือกำหนด Password ต่างๆใหม่ด้วย ที่เมนู Settings >> Accounts แล้วทีนี้ก็จำไว้ดีๆ อย่าลืมอีกปรับขนาดซิสเต็มรีสโตร์สามารถแก้ไขได้โดยเปิด Regedit และไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\StateMgr\Cfg\ReservedDiskSpace] และที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\StateMgr\ReservedDiskSpace] จากนั้นเปลี่ยนค่า Max และ Min เป็นค่าที่ต้องการโดยใช้ชนิดของข้อมูลแบบ DWORDปรับค่าคอนฟิคในการต่อเน็ตให้ดีที่สุดถ้าจะปรับแต่งค่าการรับข้อมูลของ RcvWindow และ DefaultTTL ให้ดีที่สุด ให้เปิด Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\VxD\MSTCP] แล้วลองหาหรือเพิ่มค่า DefaultRcvWindow ชนิด String Value เป็น 4288 และลองหาหรือเพิ่มค่า DefaultTTL ชนิด String Value เป็น 128 จากนั้น Save แล้วออกจากโปรแกรมแล้ว Restart ใหม่ปรับค่าเดียลอัพให้ดีที่สุดถ้าจะปรับแต่งค่าการรับข้อมูลของ Dialup ให้ดีที่สุด เพราะค่าของวินโดวส์ที่กำหดให้มานั้นไม่เหมาะสม ให้เปิด Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\Class\NetTrans] แล้วลองหาหรือเพิ่มค่า MaxMTU ชนิด String Value เป็น 576 และลองหาหรือเพิ่มค่า MaxMSS ชนิด String Value เป็น 536 จากนั้น Save แล้วออกจากโปรแกรมแล้ว Restart ใหม่เพิ่มค่าเซสชั่นในการเชื่อมต่อให้มากขึ้นในวินโดวส์นั้นกำหนดค่าสูงสุดของ HTTP Sessions ไว้จำกัดสำหรับ HTTP 1.0 เป็น 4 ซึ่งทำให้ควรเปิดหน้าต่างอินเตอร์เน็ตเอ็กพลอเรอร์ได้สูงสุด 4 หน้าต่าง แต่ถ้าใช้ HTTP 1.1 นั้นเป็น 2 ซึ่งยิ่งน้อยไปใหญ่ ถ้าคุณจะเพิ่มค่าก็ทำได้โดยเปิด Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Internet Settings] แล้วลองหาหรือเพิ่มค่า MaxConnectionsPerServer (สำหรับ 1.1) และ MaxConnectionsPer1_0Server (สำหรับ 1.0) เป็นค่าแบบ DWORD Value แล้วกำหนดค่าเป็น 8 ทั้งสองตัวก็ได้ปรับแต่งรีจีสเตอร์ให้ใช้บล็อคไฟล์ที่มีขนาดดีที่สุดถ้าจะปรับแต่งค่าของขนาดของไฟล์ในแต่ละบล็อคที่ดีที่สุด เพราะค่าของวินโดวส์ที่กำหดให้มานั้นไม่เหมาะสม ให้เปิด Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\FileSystem] แล้วลองหาหรือเพิ่มค่า ContigFileAllocSize ชนิด DWORD Value เป็น 512 สำหรับค่าแบบ Decimal หรือเป็น 200 สำหรับค่าแบบ Hexเพิ่มแคชในการรีเฟรชหน้าจอเปิด Regedit [HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer] ใส่ค่าสตริงใหม่ลงที่หน้าต่างด้านซ้าย โดยเลือก Edit >> New >> String Value หรือแก้ไขค่า Max Cached Icons กำหนดค่าเป็น 819เพิ่มประสิทธิภาพดิสก์แคชแบบแมพแคชโดยปกติวินโดว์ส 98 จะใช้ส่วนของหน่วยความจำเป็นดิสก์แคช เพื่อเพิ่มความเร็วประสิทธิภาพกับระบบที่มีเมมโมรีมากกว่า 64 MB ของหน่วยความจำ โชคร้ายที่หน่วยความจำทั้งหมดที่ไม่ใช้สำหรับแอปพลิเคชั่น และซึ่งหมายถึงหน่วยความจำของจะน้อยกว่า 64 MB ของเครื่องคอมพิวเตอร์ และหน่วยความจำจะเชื่องช้า ถ้ามีโปรแกรมมากกว่าหนึ่งในการใช้ในคราวเดียว โชคดีที่สามารถระงับความสามารถอย่างนี้โดยการแก้ไขรีจีสเตอร์วินโดว์ส ใช้ Regedit จากนั้นให้ไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Services\VxD\VMM] คลิกขวาพื้นที่ว่างเปล่าในด้านขวาของวินโดว์ส และเลือก New แล้วเลือกเป็น Binary Value ใส่ MapCache และกด Enter โดยไม่ต้องใส่ค่าใดๆลบค่าเก่าในคำสั่ง Find ทิ้งเราสามารถลบค่าเก่าใน Find ได้โดยการเปิด Regedit ขึ้นมา แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Internet Explorer\Explorer Bars\{C4EE31F3-4768-11D2-BE5C-00A0C9A83DA1}\FilesNamedMRU] ในหน้าต่างด้านขวา ให้ลบค่าที่ไม่ต้องการออกลบค่าเก่าๆในคำสั่ง Run ทิ้งเปิด Regedit ไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\RunMRU] ที่หน้าต่างด้านขวา ลบค่าที่ไม่ต้องการออกลบค่าใน Address Bar เฉพาะค่าที่ต้องการไม่ลบทั้งหมดต้องการลบโดยปราศจากการเคลียร์ History ทั้งหมด เปิด Regedit ไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Internet Explorer\TypedURLs] และลบค่าที่ไม่ต้องการออกเอา Task Scheduler ออกTask Scheduler ถูกติดตั้งโดยอัตโนมัติในบางเวอร์ชั่นของวินโดว์ส และยังมีเมื่อติดตั้งอินเตอร์เน็ตเอ็กพลอเรอร์ สามารถที่จะลบมันออกจากระบบดังนี้เปิด Regedit ไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\RunServices] ที่ค่า SchedulingAgent กำหนดเป็น mstask.exe เพียงลบค่าดังกล่าวออกไปเท่านั้นเมื่อ Windows Update ไม่สำเร็จควรทำอย่าไรวินโดวส์ ME อาจจะมีปัญหาขณะใช้ Windows Update เครื่องอาจจะค้างขณะดาว์นโหลดหรือติดตั้งมัน และบังคับให้รีสตาร์ทเครื่องใหม่ ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ทราบว่าอัพเดทเรียบร้อยดีหรือยัง แต่ไม่เป็นไร ใน Windows Update ได้สร้างค่าชุดของคอนฟิคไฟล์เรียกว่า OEMx.INF สร้างขึ้นโดยอินเตอร์เน็ตเอ็กพลอเรอร์โดยบันทึกเซกชั่นต่างๆไว้ ให้ลบไฟล์ OEMx.INF ต่างๆนี้ทิ้งไป โดยไปที่ Start >> Find Files or Folders แล้วพิมพ์ OEM*.INF ช่องชื่อไฟล์ในไดเรกทอรี่ \Windows\Inf เมื่อค้นหาหมดแล้ว ขยายหน้าต่างให้เต็มจอ หาไฟล์ INF ที่มีขนาด 0 ไบต์ แล้วลบออกให้หมดเพิ่มความเร็วของ Registerเมื่อใช้วินโดวส์ไปแล้วรู้สึกช้าจากรีจีสตรี้ ให้ลองปรับแต่งรีจีสตรี้ด้วยตัวเอง โดยเปิดดอสพร้อมขึ้นมา แล้วพิมพ์ SCANREG /OPT จากนั้นนั่งรอวินโดวส์จะแพ็คข้อมูลให้ปรับแต่ง Cache สำหรับ Floppy Diskไปที่ System Properties และคลิกแถบ Performance และคลิก File System คลิกแถบ Removable Disk และเลือกค่า Enable write-behind caching on all removable disk drivesเพิ่มประสิทธิภาพ Hard Diskวินโดว์ 98 จะเห็นฮาร์ดดิสก์บนช่อง IDE อาจจะเพิ่มประสิทธิภาพของดิสก์ โดยไปที่ System Properties จากนั้นเลือกแถบ Device Manager แล้วเปิดส่วน Hard Disk Controller จะเห็นดีไวซ์คอนโทรลเลอร์อุปกรณ์ที่ด้านบนของรายการ (ที่เขียนว่า BUS MASTER Controller) จากนั้นเลือกปุ่ม Properties และเลือกแถบ Settings จากนั้นเลือก Both IDE Channels Enabledให้วินโดวส์ปิดงานที่ไม่มีการตอบสนองโดยอัตโนมัติถ้าต้องการให้ปิดงานที่ไม่มีการตอบสนองโดยอัตโนมัติ สามารถทำได้ดังนี้ โดยเปิด Regedit แล้วไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop\AutoEndTasks] ให้แก้ไขค่าเป็น 1 แล้วแก้ค่า WaitToKillAppTimeout เป็นจำนวนวินาทีที่คุณต้องการ เช่นเปลี่ยนเป็น 10ให้วินโดวส์ใช้แรมให้หมดก่อนจึงค่อยใช้ Virtual Memory มา Swap Fileไปที่ Start >> Run พิมพ์ system.ini หาบรรทัดที่มีหัวข้อว่า [386Enh] แล้วพิมพ์คำว่า ConservativeSwapfileUsage=1 ต่อท้ายบรรทัดล่างสุด วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีแรมมากกว่า 128 ขึ้นไป เพราะมันจะเอาพื้นที่ของ Ram ไปทำ Cache วิธีนี้ทำให้ Com เร็วขึ้น 40% เลยทีเดียววิธีเก็บไฟล์ Windows Update ไว้ในเครื่องแบบที่อัพเดทอัตโนมัติมาลงเครื่อง พอครบร้อยเปอร์เซ็นต์ จะมีกรอบมาให้ Install อย่าเพิ่ง Install ให้ไป Copy มาก่อน โดยจะซ่อนอยู่ใน Program Files ให้โชว์ All Files และก็อปโฟลเดอร์ชื่อ WindowsUpdate มาไว้ก่อน แล้วค่อย Install เพราะเมื่อ Install แล้ว วินโดว์จะลบโฟลเดอร์นี้ออกไปแบบอัตโนมัติ ไฟล์ Update นี้สามารถเอาไปลงเครื่องอื่นได้ด้วย เคลียร์การจำการใช้งานใน Document ใน Start Menuเราสามารถเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าเราใช้งานอะไรบ้าง ทำได้โดยเปิด Regedit ไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\Explorer] ที่หน้าต่างด้านขวา ให้หาหรือเพิ่มค่าชนิด DWORD Value แล้วใส่ชื่อเป็น ClearRecentDocsOnExit ดับเบิลคลิก ใส่ค่าเป็น 1เคลียร์ Bios ด้วยการ DebugStart >> Program >> Accesories >> MS-DOS Promptพอหน้าจอขึ้น C:\ ให้พิมพ์คำว่าDebug (Then the cursor change to - )- o 70 2e (โอ วรรค เจ็ดศูนย์ วรรค สองอี)- o 71 ff (โอ วรรค เจ็ดหนึ่ง วรรค เอฟเอฟ)- q (คิว)ตั้งเวลา Shutdown ใน Windowsใน WinMe สร้าง ShortCut ใน Scheduled Tasks แล้วให้รัน windows/rundll.exe;user.exe,exitwindowsใน WinXPใช้คำสั่ง [c:\windows\system32\]shutdown.exe [-s-r-l] [-t sec]-s = shutdown-r = restart-l = logoff-t = timeoutยกตัวอย่างเช่น shutdown.exe -s -t 60 นั่นหมายความว่าให้ Shutdown โดยนับถอยหลัง 60 วินาทีEnable/Disable Registry Editorวิธี Disable Registryเปิด Regedit ไปที่ [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System] ที่หน้าต่างด้านขวา ให้หาหรือเพิ่มค่าชนิด DWORD Value แล้วใส่ชื่อเป็น DisableRegisrtyTools ใส่ค่าเท่ากับ 1วิธี Enable Registryเปิด Notepad สร้างไฟล์ Enable.reg ขึ้นมา แล้วเขียนตามนี้... REGEDIT4 [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Policies\System]"DisableRegistryTools"=dword:00000000 เวลาใช้ให้ Double Click ที่ไฟล์ Enable.reg แล้วกด Yes การถอดรหัส Logon บนวินโดวส์เข้าไปที่ C:\Windows แล้วหาไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .pwl ถ้าต้องการที่จะทำลายรหัสทิ้งไปเลย ก็ให้ลบไฟล์นี้ทิ้งไปได้เลย แต่ถ้าต้องการจะเปลี่ยนรหัสแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ก็ให้เปลี่ยนนามสกุลของไฟล์จาก .pwl เป็นชื่ออื่นๆอะไรก็ได้ แล้วเมื่อ Logon มาอีกที มันก็จะให้กรอกรหัสใหม่ลบรายชื่อโปรแกรมที่ตกค้างใน Add/Remove หลังจากลบโปรแกรมนั้นออกจากเครื่องแล้ว ไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurentVersion\Uninstall] แล้วลบโฟลเดอร์โปรแกรมที่ตกค้างออก (ที่จริงเรียกว่าซับคีย์ แต่ผมเรียกเป็นโฟลเดอร์ละกัน เข้าใจง่ายดี) ** สามารถแก้ไขชื่อโปรแกรมที่จะให้แสดงใน Add/Remove ได้ด้วย โดยเลือกโฟลเดอร์โปรแกรมที่ต้องการที่หน้าต่างด้านขวา หาคีย์ชื่อ DisplayName แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อที่ต้องการ วิธีนี้ไม่ส่งผลใดๆกับโปรแกรมนะครับ สามารถ Remove โปรแกรมได้ตามปกติ เพิ่ม IE Auto Scan ปกติเมื่อพิมพ์ชื่อเว็บ ถ้าโดเมนผิด IE จะหาโดเมนที่ถูกได้ โดยเป็น .com, .org, .net และ .edu แต่เราสามารถเพิ่มโดเมนให้กับ IE ได้ โดยไปที่ [HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Internet Explorer\Main\UrlTemplate] ที่หน้าต่างด้านขวา สร้างคีย์ชนิด String Value ตั้งชื่อเป็นตัวเลขต่อจากที่มีอยู่ เช่นถ้ามีถึง 4 ก็ใส่ชื่อเป็น 5 จากนั้นแก้ไขค่าคีย์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ ใส่เป็น www.%s.xxx ถ้าต้องการนามสกุลอื่น เช่น .gov ก็เพิ่มคีย์ใหม่ แล้วแก้ไขค่าเหมือนข้างต้น แต่เปลี่ยนส่วนขยายเป็น .gov เป็นต้นเพิ่มรายการ Copy To และ Move To เมื่อคลิกขวาที่ไฟล์หรือโฟลเดอร์ เพิ่มรายการ Copy To และ Move To เมื่อคลิกขวาที่ไฟล์หรือโฟลเดอร์ไปที่ [HKEY_CLASSES_ROOT\AllFilesystemObjects\shellex\ContextMenuHandlers] สร้างโฟลเดอร์หรือซับคีย์ชื่อ Copy To และ Move To ที่หน้าต่างด้านขวาของซับคีย์ Copy To ใส่ค่า Default เป็น {C2FBB630-2971-11D1-A18C-00C04FD75D13} ที่หน้าต่างด้านขวาของซับคีย์ Move To ใส่ค่า Default เป็น {C2FBB631-2971-11D1-A18C-00C04FD75D13}จัดหมวดหมู่ให้มันไปอยู่แถวเดียวกับ Send Toไปที่ [HKEY_CLASSES_ROOT\CLSID] สร้างซับคีย์สำหรับ Copy To ชื่อ {C2FBB630-2971-11D1-A18C-00C04FD75D13} ที่หน้าต่างด้านขวา ใส่ค่า Default เป็น Microsoft CopyTo Service และสร้างคีย์ชนิด DWORD Value ใส่ชื่อ flags ดับเบิลคลิก แล้วใส่ค่าแบบ Hexadecimal เท่ากับ 1 สร้างซับคีย์ย่อยจากคีย์ {C2FBB630-2971-11D1-A18C-00C04FD75D13} ชื่อ InProcServer32 ที่หน้าต่างด้านขวา ใส่ค่า Default เป็น C:\WINDOWS\SYSTEM\SHELL32.DLL และสร้างคีย์ชนิด String Value ชื่อ ThreadingModel ดับเบิลคลิก ใส่ค่าเป็น Apartment สำหรับ Move To ก็ให้สร้างแบบเดียวกัน โดยสร้างซับคีย์จาก [HKEY_CLASSES_ROOT\CLSID] ใช้ชื่อเป็น {C2FBB631-2971-11D1-A18C-00C04FD75D13} ที่หน้าต่างด้านขวา ใส่ค่า Default เป็น Microsoft MoveTo Service นอกนั้นทำเหมือน Copy To เพิ่มประสิทธิภาพการคลิกขวาให้ IE เมื่อคลิกขวาที่หน้าเพจ รูปภาพ หรือข้อความที่เลือก จะมีตัวเลือกเพิ่มเข้ามาในเมนู (เลือกสร้างเฉพาะที่ต้องการได้ และไม่ต้องรีสตาร์ทก่อนใช้งาน) การสร้างนี้จะมี 2 ส่วน คือใน Registry และไฟล์ Html ขอเริ่มจาก Registry ก่อนละกัน จะได้อธิบายไปด้วยเลย การทำ Highlight ข้อความ เปิด Notepad พิมพ์ (หรือก็อป) เอาไปวาง REGEDIT4 [HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Internet Explorer\MenuExt\&Highlight] @="C:\\WINDOWS\\WEB\\highlight.htm" "contexts"=hex:10

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คำสั่ง dos

คำสั่งของ DOS มีอยู่ 2 ชนิดคือ
1. คำสั่งภายใน (Internal Command) เป็นคำสั่งที่เรียกใช้ได้ทันทีตลอดเวลาที่เครื่องเปิดใช้งานอยู่
2. คำสั่งภายนอก (External Command) คำสั่งนี้จะถูกเก็บไว้ในดิสก์หรือแผ่น DOS
DIR (DIRECTORY) ดูชื่อแฟ้มข้อมูล, เนื้อที่บนแผ่นดิสก์, ชื่อแผ่นดิกส์
/p หมายถึง แสดงชื่อแฟ้มข้อมูลทีละ 1 หน้าจอภาพ ถ้าต้องการดูหน้าต่อไปให้กดแป้นใด ๆ
/w หมายถึง แสดงชื่อแฟ้มข้อมูลตามความกว้างของจอภาพ
MD (MAKE DIRECTORY) สร้าง subdirectory (ห้องย่อย) เพื่อจัดเก็บแฟ้มข้อมูล
MD [d:] [path] [Dir_name]
CD (CHANGE DIRECTORY) เป็นคำสั่งในการเปลี่ยนไปใช้งาน subdirectory ที่ต้องการ
CD [d:] [path] [Dir_name]CD\ (การย้ายกลับมาสู่ ROOT DIRECTORYCD.. (การย้ายกลับมาที่ DIRECTORY)
RD (REMOVE DIRECTORY) ลบ subdirectory (ห้องย่อย) ที่สร้างด้วยคำสั่ง MD
RD [d:] [path] [Dir_name]

คำอธิบายรายวิชา


ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับความหมายและวิวัฒนาการของระบบปฏิบัติการ วิธีการทำงานและส่วนประกอบของระบบปฏิบัติการ การทำงานแบบทีละโปรแกรม แบบพร้อมกันหลายโปรแกรม ระบบการแบ่งเวลา บทบาท หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ การจ่ายงาน การจัดสรรหน่วยประมวลผล การบริหารและการจัดการหน่วยความจำ การจัดลำดับงานและการจัดสรรทรัพยากร การจัดการรับข้อมูลและการแสดงผล ระบบแฟ้มข้อมูล การใช้ระบบปฏิบัติการที่นิยมกันแพร่หลายบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

HEX binary and ASCII

mr.wichai jomkhor
W=01010111=87
I=01001001=73
C=01000011=67
H=01001000=72
A=01000001=65
I=01001001=73

J=01001010=74
O=01001111=79
M=01001101=77
K=01001011=75
H=01001000=72
O=01001111=79
R=01010010=82

เลขฐาน

เลขฐาน 16 HEX
0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E F
Binary bit digital
0 1
1024 byte = 1 byte
1024 byte = 1 kilo byte
1024 kilo byte = 1 mega byte
1024 mega byte =1 giga byte
1024 giga byte = 1 tera byte
0=0000 =>8421 0000
1=0001=>0001
2=0010=>0010
3=0011
4=0100
5=0101
6=0110
7=0111
8=1000
9=1001
A=1010
B=1011
C=1100
D=1101
E=1110
F=1111

แนะนำตัวเอง

นาย วิชัย จอมเกาะ รหัส 5112407109 เบอร์โทร 0851170952 โปรแกรม คอมพิวเตอร์ธุรกิจ
นาย มงคล โสพิมพ์ รหัส 5112407111 เบอร์โทร 0854171552
นาย สมบัติ อินธิเดช เบอร์โทร 0873772056